ความหย่อนคล้อยของใบหน้าไม่ได้เกิดที่ชั้นผิวเพียงชั้นเดียว บางคนหย่อนที่ชั้นผิวตื้น บางคนมีไขมันใต้คางสะสม บางคนหย่อนลึกถึงชั้น SMAS และจำนวนไม่น้อยมีทั้งสามอย่างพร้อมกัน การเลือกเทคโนโลยีจึงเริ่มจากการหาว่าปัญหาอยู่ชั้นไหน ไม่ใช่เริ่มจากชื่อเครื่อง
ลักษณะที่พบบ่อยในกลุ่มนี้
- กรอบหน้าไม่ชัดเหมือนเดิม เริ่มมีเหนียงใต้คาง
- ร่องแก้มลึกขึ้น มุมปากตก
- ผิวไม่แน่นกระชับ รูขุมขนดูกว้างขึ้นตามแรงโน้มถ่วง
- หนังตาบนหย่อน ริ้วรอยรอบดวงตา
- ผิวหน้าดูโทรมลงแม้จะยังไม่มีริ้วรอยชัดเจน
ความหย่อนคล้อยเกิดที่ชั้นไหนได้บ้าง
สาเหตุของอาการที่ดูเหมือนกันจากภายนอก อาจอยู่คนละชั้นกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นเหตุผลที่การประเมินต้องมาก่อนการเลือกเครื่อง
ชั้นผิวและคอลลาเจน
เมื่อคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นหนังแท้ลดลง ผิวจะเสียความยืดหยุ่น ดูหลวม รูขุมขนกว้างขึ้น และริ้วรอยตื้น ๆ ชัดขึ้น กลุ่มนี้เป็นความหย่อนที่พบเร็วที่สุดและมักเริ่มก่อนอาการอื่น
แนวทางที่ใช้กับชั้นนี้คือการส่งพลังงานลงไปกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ เช่น Thermage FLX และ Volnewmer ที่ใช้คลื่นวิทยุ Sofwave ที่ทำงานที่ชั้นกลางของหนังแท้ Titanium Lifting ที่ใช้เลเซอร์หลายความยาวคลื่นพร้อมกัน และ EXION ที่เน้นเรื่องความชุ่มชื้นและคุณภาพผิวควบคู่กับความกระชับ
ชั้นไขมัน
ไขมันบริเวณแก้มและใต้คางที่สะสมหรือเลื่อนลงต่ำ ทำให้กรอบหน้าดูไม่ชัดและเกิดเหนียง กรณีนี้การกระชับผิวชั้นตื้นอย่างเดียวจะไม่ตอบโจทย์ เพราะต้นเหตุคือปริมาตรไขมัน ไม่ใช่ความหลวมของผิว
เทคโนโลยีที่ทำงานกับชั้นนี้ ได้แก่ ONDA Pro Face ที่ใช้ไมโครเวฟลงไปที่เซลล์ไขมัน และ HIFU Sygmalift 3D ที่ลดปริมาตรไขมันแก้มและใต้คางเพื่อปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น
ชั้นกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อใบหน้าที่เสียความตึงตัวทำให้ใบหน้าดูตกและแบนลง โดยที่ผิวอาจยังไม่หลวมมาก กลุ่มนี้พบในผู้ที่ไม่ต้องการให้หน้าดูเล็กลง แต่ต้องการให้กลับมามีมิติ
EMFACE ทำงานกับชั้นนี้โดยกระตุ้นกล้ามเนื้อไปพร้อมกับการดูแลชั้นผิว
ชั้น SMAS
SMAS เป็นชั้นพังผืดที่รองรับโครงสร้างใบหน้าอยู่ใต้ผิวและไขมัน เมื่อชั้นนี้หย่อน ความหย่อนคล้อยจะชัดเจนที่สุดและแก้ด้วยการกระชับผิวชั้นตื้นไม่ได้
Ultherapy Prime เป็นเทคโนโลยีที่ลงไปถึงชั้นนี้ และมีการมองเห็นชั้นเนื้อเยื่อระหว่างทำ ทำให้แพทย์วางพลังงานได้ตรงระนาบที่ต้องการ
การใช้หลายเทคโนโลยีร่วมกัน
ในทางปฏิบัติ ผู้ที่มาปรึกษาเรื่องหน้าหย่อนมักไม่ได้มีปัญหาชั้นเดียว ตัวอย่างที่พบบ่อยคือมีไขมันใต้คางร่วมกับความหย่อนของชั้น SMAS ซึ่งการเพิ่มจำนวนครั้งของเครื่องเดียวจะไม่ได้ผลเท่ากับการใช้เทคโนโลยีที่ทำงานคนละชั้นร่วมกัน โดยเว้นระยะและเรียงลำดับตามที่แพทย์วางแผนไว้
หากต้องการเปรียบเทียบรายละเอียดทางเทคนิคของแต่ละเครื่อง ทั้งความลึกที่ทำงาน ระยะเวลาเห็นผล และการดูแลหลังทำ ดูได้ที่หน้า เครื่องมือกลุ่มยกกระชับหน้าและคอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการยกกระชับ
อายุเท่าไรจึงควรเริ่ม
ไม่มีอายุที่ตายตัว คอลลาเจนเริ่มลดลงตั้งแต่ช่วงอายุ 25 ปี แต่สิ่งที่ใช้ตัดสินใจคือสภาพผิวที่ประเมินได้จริง ไม่ใช่ตัวเลขอายุ ผู้ที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของกรอบหน้าสามารถเข้ามาประเมินได้
ผลอยู่ได้นานแค่ไหน
โดยทั่วไปประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับโปรแกรม อายุ และการดูแลตนเอง เนื่องจากกระบวนการเสื่อมตามวัยยังดำเนินต่อไป การรักษาจึงเป็นการชะลอและปรับให้ดีขึ้น ไม่ใช่การหยุดเวลา
ยกกระชับต่างจากฟิลเลอร์และโบทูลินัมท็อกซินอย่างไร
โปรแกรมในกลุ่มนี้กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนของตัวเอง ส่วนฟิลเลอร์คือการเติมปริมาตร และโบทูลินัมท็อกซินคือการคลายกล้ามเนื้อ ทั้งสามอย่างแก้คนละกลไก และมักใช้ร่วมกันได้เมื่อแพทย์ประเมินแล้วว่าเหมาะสม
ทำแล้วหน้าจะดูผิดธรรมชาติหรือไม่
เทคโนโลยีกลุ่มนี้ทำงานผ่านการกระตุ้นคอลลาเจนของผิวเอง การเปลี่ยนแปลงจึงค่อยเป็นค่อยไปตลอดหลายสัปดาห์ ไม่ได้เปลี่ยนโครงหน้าในทันที
เจ็บมากไหม
ระดับความรู้สึกต่างกันไปตามเทคโนโลยีและความทนของแต่ละคน บางโปรแกรมรู้สึกอุ่นหรือจี๊ดเป็นจังหวะ บางโปรแกรมแทบไม่รู้สึก แพทย์จะอธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนเริ่มทุกครั้ง และมีการดูแลเรื่องความปวดตามความเหมาะสม
ปรึกษาเพื่อเลือกโปรแกรมที่ตรงกับปัญหา
หากยังไม่แน่ใจว่าความหย่อนคล้อยของคุณอยู่ชั้นไหน การเข้ามาประเมินก่อนจะช่วยให้เลือกได้ตรงกว่าการเลือกจากชื่อเครื่อง ดูโปรแกรมกลุ่มอื่นได้ที่ โปรแกรมการรักษาทั้งหมด หรือดูรายละเอียดเครื่องมือที่ เทคโนโลยีและเครื่องมือ
พญ.สุปราณี ออกตรวจทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และเสาร์ เวลา 13.00-18.00 น.
ผลลัพธ์จริงจะแตกต่างไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และการดูแลตนเองหลังการรักษา ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ก่อนตัดสินใจ
สอบถามเพิ่มเติม โทร. 098-829-0922 หรือ 02-118-2828
